ถึงเวลาเปิดระวางเรือ ก็จะมีเจ้าพนักงาน ขุนท่องวารี หรือขุนภักดี เสฐียรโกเศศจำไม่ได้ชัด ไป " เหยียบหัวตะเภา " เซอร์ยอนเบาริงบันทึกว่า เรือสำเภาทุกลำจะมีสินค้าสำหรับถวายพระเจ้าแผ่นดิน และเสนาบดีด้วย

จากนั้นเรือสำเภาก็เหมือนห้างสรรพสินค้า ลูกเรือมีสินค้าอะไรก็เอาออกมาวางขาย คนไทยก็จะแห่กันไปเลือกซื้อสนุกสนาน ติดต่อกันสองเดือน จนถึงเดือนพฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม เรือสำเภาก็แล่นออกนอกอ่าว ส่วนใหญ่มุ่งหน้าไปเมืองจีน

ในรัชกาลที่ 3 เรือสำเภาลดน้อยลง จนทรงพยากรณ์ว่า ไม่ช้าเรือสำเภาคงจะสูญไป โปรดให้สร้างพระเจดีย์มีฐานสำเภาไว้ที่วัดคอกกระบือ เปลี่ยนชื่อว่า วัดยานนาวา

ต่อมาคำพยากรณ์ก็เป็นจริง เรือสำเภาลำสุดท้ายชื่อ บ้วนเฮง ของพระยาพิศาลผลพาณิชย์ ( จิ้นสือ พิศาลบุตร ) ( หรือจินสือ พิศาลบุตร ; เรือ : วัฒนธรรมชาวน้ำลุ่มเจ้าพระยา , 2545 : 22 ) อับปางกลางทะเล เมื่อ พ.ศ.2417 แต่การค้าสำเภายังมีอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนมาใช้เรือกำปั่นแบบฝรั่ง มีปัญหาตอนเข้าเมืองจีน ต้องแก้ไขกันด้วยการเอาไม้ไผ่ทำเป็นแผงเรือ เขียนตาเรือ ดัดแปลงแต่งรูปเรือกำปั่นให้เป็นเรือสำเภา เจ้าหน้าที่จีนจึงยอมให้เข้าไปค้าขายได้สะดวก
ต่อมาก็มีการดัดแปลงเพิ่มเติม ต่อหัวเป็นเรือสำเภา ท้ายเป็นเรือกำปั่น เรียกว่าเรือกำปั่นพันทาง ภาษาชาวบ้านเรียกเรือกำปั่นบ๊วย ก็ทำให้การค้าขายในจีนดำเนินไปได้ง่ายขึ้นไปอีก (บาราย, 2547 : 5)

9.2.2 การแก้ไขความอดอยากขาดแคลนของราษฎร ในระยะยาว มีดังนี้
1. สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทำนุบำรุงการค้าขายติดต่อกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศจีน อันเนื่องมาจากการขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคภายในประเทศ อีกประการหนึ่งการค้าขายจะช่วยสร้างผลกำไร ให้ได้อย่างมาก ดังนั้น การสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยฟื้นฟูสถานะ ทางเศรษฐกิจ สมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี ทรงสนับสนุน การค้าสำเภา ได้ส่งสำเภาหลวงออกไปทำการค้า กับนานาประเทศหลายทาง เช่น ไปค้ากับจีน อินเดีย บางครั้งมีสำเภาหลวงส่งออกไป 11 ลำ สินค้าส่วนใหญ่เป็นพวกของป่า หนังสัตว์ ดีบุก งาช้าง และไม้ซุง (สุรีย์ ภูมิภมร, 2539 : 78-79) นอกจากนี้ มีสำเภาจากต่างประเทศเข้ามาค้าขายกับกรุงธนบุรี จำนวนมาก เช่น สำเภาของจีน ชวา ผลกำไรจากการค้าทำให้ฐานะทางเศรษฐกิจมั่นคงขึ้น ช่วยผ่อนภาระการหารายได้จากการเก็บภาษีอากรได้มาก