 |
ปกันหวุ่นจึงให้เข็นชักขึ้นจากเรือที่วัดเขมา ให้เอาดินดำบรรจุเต็มกระบอก จุดเพลิงระเบิดเสีย เพียงเท่านั้นยังไม่เป็นที่พอใจ พม่ายังขนชิ้นส่วนที่เป็นทองสำริดกลับไปเมืองอังวะ (ทัพพม่า ออกจากกรุงศรีอยุธยา ในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2310 หลังจากตีกรุงได้แล้วร่วม 2 เดือน, ขจร สุขพานิช, 2545 : 270)
พม่าได้เชลยไทยจำนวน 30,000 คนเศษ พม่าแยกเชลยออกเป็น 2 พวก
พวกที่ 1 สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรกับพระบรมวงศานุวงศ์และชาวเมือง เนเมียวสีหบดีให้กองทัพเหนือ คุมตัวกลับไปทางเหนือ
พวกที่ 2 ราษฎรที่เหลือและพวกมิชชั่นนารี ให้ป กัน หวุ่นแม่ทัพทางใต้คุมไปทั้งทางบกและทางเรือ ล่องใต้ไปทางเมืองทวาย แล้วไปบรรจบกับพวกแรกที่ทางเหนือของกรุงอังวะ
หมายเหตุ
เรื่องเชลยนี้คนแก่คนเฒ่าแต่ก่อนเล่ากันต่อๆ มาว่า พม่าจับเชลยคนไทยได้มาก จะจำด้วยโซ่ตรวนหรือเครื่องพันธนาการอื่นใดก็มีไม่เพียงพอกับจำนวนเชลย จึงเจาะบริเวณเอ็นเหนือส้นเท้าแล้วร้อยด้วยหวายติดกันเป็นพวง เพื่อกวาดต้อนเชลยไทยให้เดินทางไปยังกรุงอังวะ ประเทศพม่า นับแต่นั้นมาคนไทยเรียกบริเวณเอ็นเหนือส้นเท้าว่า ร้อยหวาย มาจนบัดนี้ (วิเศษไชยศรี, 2541 : 305)
เชลยศึกชาวไทยที่ถูกพม่ากวาดต้อนไปครั้งนั้น ได้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บริเวณปองเลไต๊ (ตึกปองเล) ใกล้คลองชะเวตาชอง หรือคลองทองคำ แถบระแหงโม่งตีส หรือตลาดระแหง ห่างจากเมืองมัณฑะเลย์ ประมาณ 13 กิโลเมตร มีวัดระไห่ เป็นศูนย์กลางของหมู่บ้าน มีตลาดโยเดีย และมีการรำโยเดียที่มีท่ารำชั้นสูง เช่น พรหมสี่หน้าของไทย ในเมืองพม่าปัจจุบันด้วย
พระเจ้าอุทุมพรถูกพระเจ้ามังระผู้คลั่งสงครามบังคับให้ลาผนวช แล้วให้ตั้งตำหนักอยู่ที่เมืองจักกาย ( สแคง ) ตรงหน้าเมืองอังวะ พร้อมด้วยเจ้านายและข้าราชการไทยก็รวบรวมอยู่ที่นั่นเป็นส่วนมาก พม่าได้ซักถามเรื่องพงศาวดารและแบบแผนราชประเพณีกรุงศรีอยุธยา จดลงจดหมายเหตุคือที่ไทยเราได้ฉบับมาแปลพิมพ์เรียกว่า คำให้การขุนหลวงหาวัด หรือ คำให้การชาวกรุงเก่า แต่ส่วนพวกราษฎรพลเมืองที่ถูกกวาดเอาไปเป็นเชลย พม่าแจกจ่ายไปอยู่ตามที่ต่างๆ ภายหลังหนีคืนมาบ้านเมืองได้ก็มี แต่ก็สาบสู ญ ไปในเมืองพม่าเสียเป็นส่วนมาก พระเจ้าอุทุมพรไม่เสด็จกลับมาเมืองไทยอีก หลักฐานสุดท้ายของเจ้านายพระองค์นี้ที่เหลืออยู่ก็คือ เจดีย์ที่เมืองจักกายเท่านั้น |
|
|