 |
8. พม่ามาถึงกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2303 ถอนตัวกลับไปในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2303 รวมเวลาประชิดพระนครอยู่ 20 วัน ไม่สามารถทำลายไทยได้และไม่นานพอที่จะให้ไทยขาดเสบียงและยอมจำนน
9. ปัญหาส่งท้ายที่น่าคิดพิจารณาก็คือว่า ถ้าพระเจ้าอลองพญาไม่ได้รับบาดแผลสาหัส แล้ว พม่าจะเลิกทัพกลับไปหรือไม่ ในประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เล่ม 1 ของ ดี.จี.ฮอล์ หน้า 562 ได้สรุปถึงสาเหตุและการที่จะต้องเลิกทัพกลับไปว่า
พระเจ้าอลองพญาเข้ามารุกรานเมืองไทย และเข้าล้อมพระนครโดยอ้างเหตุผลในการเข้าโจมตีนี้ว่า ไทยไม่ยอมส่งพวกกบฏมอญซึ่งหนีเข้ามาพึ่งพระบารมี อยู่ในเมืองไทยกลับไป แต่ความจริงนั้นอลองพญามุ่งหวังที่จะทำให้พม่ารุ่งโรจน์เหมือนสมัยบุเรงนอง คนไทยยืนยันว่า ถ้าแม้ว่าอลองพญากษัตริย์พม่าจะไม่ได้รับบาดแผลสาหัส พระองค์ก็จำเป็นจะเลิกทัพกลับไป เพราะไม่ได้เตรียมที่จะทำสงครามระยะยาว เพราะฉะนั้นจึงต้องตัดสินพระทัยเสด็จกลับก่อนฤดูฝนปี ค.ศ. 1760 แต่การสิ้นพระชนม์ของอลองพญานี้ ก็ช่วยได้แต่เพียงยืดเวลาที่พม่าจักรุกรานไทยครั้งต่อไป ให้เนิ่นนานออกไปอีก 2-3 ปีเท่านั้น
10. การถอยของพม่านั้น เป็นที่น่าเสียดายว่า ไทยมิได้ส่งกำลังออกไล่ติดตาม เพราะเกรง ว่าจะไปถูกกลอุบายพม่าเข้า จนทำให้เสียโอกาสไป ทั้งๆ ที่การถอยของพม่า เป็นการรีบด่วนน่าจะใช้เส้นทางที่ใกล้ที่สุดคือ ทางด่านเจดีย์สามองค์ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า ทางด่านเจดีย์สามองค์ก็เป็นเส้นทางกันดารเมื่อเลยเมืองกาญจนบุรีไปแล้ว การใช้เส้นทางไปทางเมืองตากผ่านด่านแม่ละเมา จะเป็นเส้นทางที่อุดมดีกว่า ยังสมบูรณ์มิได้ถูกย่ำยีจากหน่วยใดในตอนขามา คงจะพอหาเสบียงอาหารได้บ้าง ถ้าพม่าหันมาใช้เส้นทางนี้จริงตามเหตุผลที่ได้พิจารณามาแล้ว ก็พอจะเห็นได้ทางหนึ่งว่า ในกองทัพพม่านั้นก็น่าจะขัดสนเสบียงอาหารแล้ว
11. สงครามคราวนี้ พม่าลงมือปฏิบัติการโดยมิได้ตั้งใจและเตรียมการมาก่อน และใช้เส้น ทางที่ไกลและกันดาร ถ้าหากว่าจะเป็นไปได้ พม่าปฏิบัติการอย่างที่เป็นมาแล้วทุกประการ แต่เปลี่ยนเส้นทางจากด่านสิงขรเป็นด่านเจดีย์สามองค์ ใช้เวลาสั้นเข้า หน่วยนำของพม่าจะเข้าถึงพระนครได้เร็วขึ้น ทั้งไทยและพม่าต่างก็มีเวลาในการเตรียมการน้อยลง แต่กำลังส่วนน้อยของพม่าพร้อมก่อนเพราะเป็นฝ่ายรุกและริเริ่ม ไม่แน่ว่ากำลังที่มีอยู่ในยามปกติของไทยจะพอแก้ปัญหาได้หรือไม่ (จรรยา ประชิตโรมรัน, 2536 : 24-39) |
|
|