มีหอกลอง 3 ชั้น สูง 10 วา ที่ตะแลงแกง ชั้นยอดใช้คอยดูข้าศึก ชื่อมหาฤกษ์ ชั้นกลางคอยสังเกตเพลิงไม้ ชื่อมหาระงับดับเพลิง ถ้าเพลิงไหม้นอกกรุงให้ตีกลอง 3 ที ถ้าเพลิงไหม้เชิงกำแพงและในกำแพงกรุงให้ตีกลอง จนกว่าเพลิงจะดับ ชั้นล่างสุดใส่กลองใหญ่ ชื่อพระทิวาราตรี สำหรับตีย่ำเที่ยง ย่ำสันนิบาต เพลาตะวันยอแสง พลบค่ำ ผู้รักษาหอกลองคือ กรมพระนครบาล โดยเลี้ยงวิฬาร์ (แมว) กันมิให้มุสิกะ (หนู) มากัดกลอง ครั้นเวลาเช้าเย็นให้เก็บเบี้ย (เงินตรา) จากร้านตลาดหน้าคุก ร้านละ 5 เบี้ย สำหรับซื้อปลาย่างให้แมวกิน
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น เมื่อลาลูแบร์เข้ามาเป็นทูต ได้ประมาณจำนวนคนในกรุงศรีอยุธยา ไว้ว่ามีราว 150,000 คน ตั้งบ้านเรือนทำด้วยไม้อยู่ริมคลอง แม่น้ำ และใกล้กำแพงพระนคร บริเวณกลางเมือง คงเป็นที่ว่างเปล่าไม่ค่อยมีบ้านเรือนผู้คน บ้านที่เป็นตึกในกรุงสยามมีอยู่น้อย เช่น ตึกขายสินค้าของพวกฝรั่ง ใกล้ที่จอดกำปั่นท้ายคู ตึกโคระส่านของพวกเปอร์เซียที่ลพบุรี (บางแห่งเรียก ตึกคชสาร) พวกโปรตุเกส วิลันดา ญี่ปุ่น อยู่ริมแม่น้ำ ตำบลปากน้ำแม่เบี้ย ใต้ป้อมเพชร พวกฝรั่งเศสสร้างโบสถ์ และบ้านเรือนอยู่ที่ปากคลองตะเคียน ด้านเหนือ
มีวัดพุทธจำนวนมาก เช่น วัดพนัญเชิง อยู่ที่ปลายแหลมบางกะจะใกล้ที่จอดเรือเดินทะเลปากแม่น้ำแม่เบี้ย ซึ่งพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ บันทึกไว้ว่า ...จุลศักราช 696 ชวดศก แรกสถาปนา พระพุทธเจ้าพะแนงเชิง หมายความว่า มีการสร้างหลวงพ่อวัดพนัญเชิง เมื่อ พ.ศ.1967 ก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานี 26 ปี วัดแม่นางปลื้ม เป็นวัดโบราณสมัย อโยธยา อยู่ใกล้วัดหน้าพระเมรุ เป็นที่ซึ่งพม่าตั้งปืนใหญ่ยิงกรุงศรีอยุธยาก่อนเสียกรุงครั้งที่ 2 วัดโคกพญาหรือโคกพระยา อยู่หลังวัดหน้าพระเมรุ นอกเกาะเมืองใกล้ภูเขาทอง เป็นที่สำเร็จโทษเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ด้วยท่อนจันทร์ วัดศาลาปูน (มีจิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยาตอนปลายที่สำคัญ)
มีเรือใหญ่ท้ายแกว่งของชาวเมืองพิษณุโลก บรรทุกน้ำอ้อย ยาสูบมาขายที่หน้าวัดกล้วย เรือใหญ่ท้ายแกว่ง ชาวเมืองสรรคโลก บรรทุกสินค้าฝ่ายเหนือมาจอดตามริมแม่น้ำและในคลองวัดมหาธาตุ พวกมอญบรรทุก มะพร้าวห้าว ไม้แสม และเกลือมาขายที่ปากคลองกอแก้ว เกวียนจากนครราชสีมาบรรทุกรัก ขี้ผึ้ง ปีกนก ผ้าตะราง ผ้าสายบัว หนัง เนื้อเอ็น เนื้อแผ่นมาขายที่ศาลาเกวียน
|