ค . เรื่องพระเจ้าตากสินทรงประชวร ในปลายรัชกาลเกิดจลาจลขึ้นในกรุงธนบุรี กล่าวถึงกรรมบันดาลให้สมเด็จพระเจ้าตากสินมีพระราชอัธยาศัยผิดปกติไปจากพระองค์เดิม พระจริตฟั่นเฟือนถึงทรงก่อความเดือดร้อนแก่ผู้คน

ในหนังสือเจ้าชีวิตของพระวรวงค์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ (2514 : 128, 131) ได้แสดงแง่คิดดังนี้
1. “ มีผู้ออกความเห็นหลายคนว่า ความเหน็ดเหนื่อยทั้งทางพระวรกายและพระหทัยที่ต้องทรงตรากตรำทำสงครามอยู่ 7 ปี และปกครองประเทศในฐานะเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชอีก 3 ปีนั้น รุนแรงเกินไป จนทำให้พระเจ้าตากสินทรงพระประชวรวิกลจริต ตามเรื่องราวที่มีเล่ากันมานั้น ปรากฏว่าทรงแสดงความทารุณร้ายกาจอย่างประหลาด เช่น ทรงสั่งให้โบยพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เพราะพระภิกษุไม่ยอมกราบ เมื่อพระองค์ทรงอ้างว่าทรงเป็นพระโพธิสัตว์ ทั้งนี้เพราะพระภิกษุในพุทธศาสนาจะไม่กราบไหว้ผู้คนนอกจากพระพุทธรูปหรือพระภิกษุผู้มีอาวุโสกว่า ไม่เหมือนพระในศาสนาอื่นๆ ซึ่งทำความเคารพคฤหัสถ์ได้ ”

ทวน บุณยนิยม (2513 : 186-187) ได้เขียนบรรยายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า
"ครั้นสมเด็จเจ้าฟ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ยกกองทัพไปเมืองเขมรแล้วไม่ช้า ทางนี้พระเจ้ากรุงธนบุรี ก็มีสัญญาวิปลาศ เกิดสำคัญพระองค์ว่าเป็นพระโสดาบัน"

“ ครั้นถึง ณ วันอาทิตย์เดือน 9 แรม 6 ค่ำ ( ปีฉลู พ.ศ.2324) สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว พระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จออก ณ โรงพระแก้ว ให้ประชุมพระราชาคณะพร้อมกัน และพระองค์มีพระสติฟั่นเฟือนถึงสัญญาวิปลาสสำคัญว่าพระองค์ได้สำเร็จบรรลุโสดาปัติผลแล้ว จึงดำรัสถามพระราชาคณะว่า

“ พระภิกษุสงฆ์ อันเป็นปุถุชน จะไหว้นบกราบเคารพคฤหัส ถ์ ซึ่งเป็นพระโสดาบันบุคคลนั้นจะได้ หรือมิได้ประการใด” และพระราชาคณะที่มีสันดานโลเลมิได้ถือมั่นในพระบาลีบรมพุทโธวาท เกรงพระราชอาญาเป็นคนประจบสอพลอ ประสมประสานสักแต่จะเจรจาให้ได้เข้าผสมรอยพระอัธยาศัย นั้นมีเป็นอันมาก มีพระพุทธโฆษาจารย์วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆัง) พระโพธิวงศ์ พระรัตนมณี (หรือพระรัตนมุนี) วัดหงษ์ เป็นต้น ถวายพระพรว่า “พระสงฆ์ปุถุชน ควรจะไหว้นบกราบคฤหัสถ์ ซึ่งเป็นโสดาบันนั้นได้ ” แต่สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) วัดบางหว้าใหญ่ พระพุฒาจารย์วัดบางหว้าน้อย (วัดอัมรินทร์) พระพิมลธรรม (วัดพระเชตุพน) ซึ่ง 3 องค์นี้มีสันดานมั่นคง ถือพระธรรมวินัยพุทธวัจจนะโดยแท้ มิได้เป็นคนสอพลอประสมประสานจึงถวายพระพรว่า “ ถึงมาทว่าคฤหัสถ์จะเป็นพระโสดาบันก็ดี