การเกี้ยวผ้า ในเอกสารสมัยกรุงศรีอยุธยาปรากฏคำว่า “ เกี้ยว ” ในหมายกำหนดการอันเกี่ยวด้วยการแต่งตัวสำหรับข้าราชการอยู่เป็นประจำ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทรงให้คำนิยามไว้ว่า ผ้าเกี้ยวคือ ผ้าคาดพุง เกี้ยวลาย คือผ้าคาดพุงที่มีลายเท่านั้น

การเกี้ยวผ้ายัญพัด

การเกี้ยวผ้ากระหวัดจำ

การเกี้ยวผ้าพันหน้า

การเกี้ยวผ้าเกไล
(ภาพจากหนังสือ การแต่งกายไทย : วิวัฒนาการจากอดีตสู่ปัจจุบัน เล่ม 1)

มีการนุ่งผ้าอยู่แบบหนึ่ง เรียกว่า นุ่งแบบเกี้ยวเกไล นุ่งแบบนี้ต้องใช้ผ้าลายสองผืน สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทรงให้คำนิยามไว้ว่า

“ ผืนหนึ่งนุ่งโจงกระเบนสนับเพลาอีกผืนหนึ่งคาดพุง วิธีคาดนั้นด้านหลังชักแผ่ลงปรกถึงก้น ด้านหน้ารวบผูกเงื่อน คาดไว้ชายข้างหนึ่งเสมอเงื่อน อีกชายหนึ่งปล่อยแผ่ยางเลื้อยลงไป แล้วกลับทบชายขึ้นมาเหน็บไว้ที่พกดูเห็นเหมือน เอากระเป๋าห้อยไว้ที่หน้าขาฉะนั้น เข้าใจว่าผืนที่นุ่งคงเรียกว่า ผ้านุ่งผืนที่คาดคงเรียกว่า ผ้าเกี้ยว คิดว่าแต่ก่อนนี้ผ้านุ่งกับผ้าเกี้ยวคงต่างชนิดกัน ผ้านุ่งกว้าง ผ้าเกี้ยวแคบ ทีหลังไม่ค่อยจะได้แต่งกัน ไม่มีผ้าคาด ก็ฉวยเอาผ้านุ่งมาคาดเลย เลยทำความยุ่งเรียกผ้านุ่งลายบ้าง ผ้าเกี้ยวลายบ้าง โดยประการดั่งนี้ ”