 |
พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขากล่าวถึงราชการศึกครั้งนี้ว่า พระเจ้ามังระทรงถึงกับให้ข้าหลวงมาเร่งกองทัพอะแซหวุ่นกี้ ซึ่งขณะนั้นตั้งอยู่ที่เมืองเมาะตะมะให้ ยกตามมอญกบฏเข้าไปตีเอาเมืองไทยให้ได้ อะแซหวุ่นกี้จึงจัดทัพทั้งทัพหน้าและทัพหนุน ทัพหน้าเข้าตีกองทัพไทยที่ตั้งรับอยู่ ณ ท่าดินแดง
หลักฐานข้างฝ่ายพม่า อาทิ คำให้การชาวอังวะระบุว่า ครั้นศักราชได้ 1136 ปี อะแซหวุ่นกี้ยกกองทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา กองทัพหน้าก็ยกเข้ามาถึงเมืองราชบุรี กองทัพไทยจึงล้อมไว้ ส่วนหลักฐานในพงศาวดารฉบับหอแก้วและพงศาวดารฉบับราชวงศ์คองบองระบุอย่างชัดเจนว่า พระเจ้ามังระทรงโปรดให้อะแซหวุ่นกี้ยกทัพเข้าตีไทยให้ได้ชัยชนะโดยเด็ดขาด
ศึกบางแก้วจึงสมควรเป็นศึกใหญ่ หาได้เพียงเป็นศึกล้อมจับทัพพม่าที่ยกตามตีครัวมอญ และเข้ามายึดทรัพย์จับเชลยราวกองโจรตามแต่อำเภอใจไม่
หลักฐานทางฝ่ายไทยและพม่ายืนยันสอดคล้องกันว่าเป้าหมายสำคัญของแม่ทัพพม่า ในศึกบางแก้วนี้อยู่ที่การเข้ายึดครองเมืองราชบุรี เมืองราชบุรีจึงเป็นพื้นที่หรือจุดยุทธศาสตร์สำคัญของสงครามบางแก้ว แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ความสำคัญของราชบุรีในด้านยุทธศาสตร์การทหารที่เป็นสงครามข้ามภูมิภาค จะเพิ่งปรากฏเอาครั้งสงครามบางแก้ว ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของเมืองนี้มีปรากฏมาแต่ครั้งศึกอลองพญา (พ.ศ.2303) อันเป็นผลตามมาจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินทัพมาใช้เส้นทวาย ซึ่งเป็นเส้นทางที่พม่าต้องนำทัพตีตัดขึ้นมาทางเพชรบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ตามลำดับ ผลจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินทัพทำให้เมืองราชบุรีกลายเป็นเมืองด่านบนเส้นทางยุทธศาสตร์ไปโดยปริยาย
กระนั้นก็ดี ความสำคัญของเมืองราชบุรีหาได้เพียงเป็นเมืองบนเส้นทางยุทธศาสตร์ เช่นเมืองใหญ่เมืองน้อยอีกหลายเมืองไม่ ในทัศนะของนักการทหารไทยและพม่า เมืองราชบุรีเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เพราะเปรียบเสมือนเป็น ปราการด่านสุดท้าย ที่ทัพข้าศึกจะหักตีเข้าศูนย์กลางทางอำนาจของรัฐไทยได้ มีหลักฐานปรากฏว่าเมืองราชบุรีถูกใช้เป็นเมืองยุทธศาสตร์รับศึกพม่ามาแต่ครั้งศึกอลองพญา |
|
|