1.7 นิวาสถาน หรือบ้านเดิมของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ อยู่ที่ไหน ?
บ้านเดิมของท่านอยู่ตรงหน้าบ้านเจ้าพระยาจักรี ซึ่งอยู่ใกล้กับกำแพงพระนคร ( ประพัฒน์ ตรีณรงค์ , 2542 : 18) แต่วรมัย กบิลสิงห์ (2540 : 6-7) เขียนเล่าไว้ดังนี้ “ ณ เมืองสามโคก ( ปทุมธานี ) อันเป็นเมืองซึ่งมีแม่น้ำ และทุ่งนาอันกว้างขวางอุดมสมบูรณ์นั้น มีบ้านหลังใหญ่ปลูกอยู่ริมแม่น้ำ ท่านเจ้าของบ้านสามีเป็นลูกจีนในเมืองไทยชื่อ ท่านเจียนโล้ว แซ่ลิ้ม … ภรรยาท่านเป็นสตรีไทยชื่อนกเอี้ยง ทั้งสองสามีภรรยาเป็นผู้วิริยะพากเพียรในการสร้างตัวจากเงินทองที่ได้รับมาจากบิดามารดา ก็นำมาประกอบการค้าขายข้าวสารจนเป็นปึกแผ่นขึ้น จึงได้ขยายร้านข้าวเป็นโรงสีข้าว รับซื้อข้าวเปลือกมาสีแล้วขายข้าวสารด้วย ต่อมาก็ซื้อเรือสำหรับบรรทุกข้าวไปขายทางอยุธยาบ้าง สุพรรณบ้าง จนเป็นที่รู้จักดีในหมู่พ่อค้าและข้าราชการในเมืองนั้น และเมืองหลวงนครศรีอยุธยา ”

1.8 สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ทรงมีบิดาบุญธรรมจริงหรือ ?
มีเรื่องเล่าว่า “ เจ้าพระยาจักรีได้ขอมาเป็นบุตรบุญธรรม ตั้งชื่อให้ว่า นายสิน ” ( เพื่อแผ่นดินไทย , ม.ป.ป. : 41) และจากหนังสือสดุดีบุคคลสำคัญ เล่ม 3 ( ประพัฒน์ ตรีณรงค์, 2534 : 1) ได้เขียนไว้ว่า “ พระองค์ทรงได้รับการอุปการะเป็นอย่างดีจากเจ้าพระยาสมุหนายก ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ( พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ )” สนั่น ศิลากรณ์ ( 2531 : 3-4) เขียนว่า

“ ต่อมา เจ้าพระยาจักรีได้เอ่ยปากขอเด็กชายสินไปเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม ” และในหนังสืออภินิหารบรรพบุรุษ ได้กล่าวถึงพระองค์ไว้เมื่อครั้งปฐมวัย ตามจดหมายเหตุของพระอาจารย์ทองดี วัดโกษาวาส ตอนหนึ่งว่า “ ...จำเดิมแต่เจ้าพระยาจักรีได้รับบุตรจีนไหฮองมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมจนเจริญ ก็ได้ลาภและทรัพย์สินสมบัติเป็นอันมาก เจ้าพระยาจักรีจึงตั้งชื่อกุมารนั้นว่า ‘ นายสิน '…”

ทวน บุญยนิยม (2513 : 5) ได้เขียนรายละเอียดที่ว่า เหตุใดบิดาและมารดาของสมเด็จพระเจ้าตากสิน จึงยกพระองค์ให้เป็นบุตรบุญธรรมของเจ้าพระยาจักรี ดังนี้ “ ท่านขุนพัฒน์หวาดกลัวไปต่างๆ นานา ( ดูจากอภินิหาร หรือบุญญาธิการของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หมายเลข 1-3) จึงปรึกษาหารือกับแม่นางนกเอี้ยง ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าจะไม่เลี้ยงกุมารนั้นไว้ ท่านขุนพัฒน์เป็นผู้ที่เชื่อถือโชคลางยิ่งนัก เพราะกุมารเกิดมานำเหตุร้ายมาด้วยถึงสองครั้ง ในระยะเวลา 3 วัน ถ้าขืนเลี้ยงไว้ต่อไป ก็คงจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นเนืองๆ ใจหนึ่งก็นึกว่ากุมารน้อยเป็นผู้มีบุญวาสนา แต่จะเลี้ยงไว้เองไม่ได้ ท่านขุนพัฒน์จึงตัดสินใจว่าจะไม่เลี้ยงกุมารน้อยนั้นไว้กับตน