ในพระราชพิธีโสกันต์เจ้าฟ้าครั้งกรุงศรีอยุธยาทำไกรลาสบนชั้นสามที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ มีมณฑปน้อยตั้งพระชัยน้อยซ้ายขวา พระสิหิงค์เป็นประธาน ในพระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ มีพระพุทธรูปที่เป็นสำคัญหลายพระองค์ คือ พระชัยประจำรัชกาลต่างๆ ในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ในพิธีลอยประทีป ในการเสด็จพระราชสงคราม และเสด็จประพาสหัวเมืองจะเชิญพระชัยไปในกองทัพด้วย และในพระราชพิธีพิธีราชาภิเษก หรือแม้แต่ในพระราชพิธีงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี เมื่อ พ.ศ.2525 ก็อัญเชิญพระชัยหลังช้างมาในพระราชพิธีนั้นด้วย

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชนั้น มีพระชัย 2 องค์ องค์หนึ่งมีขนาดเล็ก เรียกว่า พระชัยหลังช้าง หรือพระชัยเล็ก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ทรงสันนิษฐานว่า พระชัยองค์นี้เข้าใจว่าสร้างแต่ครั้งยังไม่ได้เสวยราชสมบัติ สำหรับไปทัพจับศึกก็เอาขึ้นหลังช้างไปจึงได้ชื่อว่า “ พระชัยหลังช้าง ” อีกองค์หนึ่งเป็นพระขนาดใหญ่เรียกว่า “ พระชัยประจำรัชกาล ” หรือ “ พระชัยใหญ่ ” ก็เรียกกัน

6.7 พระพุทธรูปประจำพระชนมพรรษามหามงคล 5 รอบ ( 60 พรรษา)
พุทธศักราช 2530 นับเป็นปีที่มีความสำคัญยิ่งต่อคนไทยอีกปีหนึ่ง เนื่องจากเป็นวาระซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ พระนักษัตร ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2530 ซึ่งเป็นศุภวาระมหามงคลสมัยอีกวาระหนึ่ง

พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ในปี พ.ศ.2530 จึงเป็นการพระราชพิธีที่ยิ่งใหญ่ มีพระราชพิธีสำคัญ และรายละเอียดเป็นการพิเศษกว่าครั้งอื่นๆ อาทิ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีหล่อพระพุทธรูป ประจำพระชนมวาร และพระพุทธรูปประจำพระชนมพรรษา มหามงคล 5 รอบขึ้น เป็นการเริ่มต้นพระราชพิธี

พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร
หมายถึง พระประจำวันพระบรมราชสมภพของพระมหากษัตริย์ที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นตามประเพณีนิยมของพระพุทธศาสนิกชน สำหรับถวายสักการะบูชา ประจำเพื่อสิริมงคล พระประจำวันที่สร้างตามคตินิยม คือ